ศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่ค่านิยมทางสังคม ?
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ศิลปะ” แท้จริงเป็นนามธรรมที่เกิดจากความรู้สึกและการถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์สู่อารมณ์ จนเมื่อเกิดเป็นการปลูกฝัง ซึมซับหรือขั้นของการสร้างสูตรสำเร็จให้เป็นไปตามสิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์แห่งศิลปะ คำว่าศิลปะดูเหมือนจะเปลี่ยนความหมายไปมากจากความหมายเดิม
หลายครั้งผมมักได้คำถามจากการที่ลงไปพบปะหรือแสดงความคิดเห็นในวงการศิลปะแขนงต่างๆอยู่เสมอ พูดถึงข้อดีในเนื้อแท้ของศิลปะย่อมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมาย เพราะทุกคนได้เห็นและรับรู้คุณค่ามามาก ไม่ว่าจะเป็นความงามของวัจนภาษาหรือสีสันในผลงานต่างๆที่หลากหลายมุมมอง รวมถึงทัศนคติอันดีงามที่ศิลปะได้มอบแง่คิดให้เราตีความไปต่างๆนานา
แต่ปัญหาอยู่ที่แนวความคิดอีกซีกส่วนของจิตใจซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นศาสตร์เพื่อโน้มน้าวให้เกิดแบบแผนในงานด้านต่างๆ จนบางครั้งดูเหมือนจะมากกว่าความสวยงามตามนามธรรมอันเลอเลิศในศิลปะแขนงนั้นๆเสียอีก
บางครั้งถ้าหยิบหนังสือเทคนิคของการลงสีในหนังสือสอนทำ CG (Computer Graphic) หรือไปหยิบหนังสือพื้นฐานการถ่ายรูปมา อาจจะเจอเรื่องตารางเก้าช่อง กฏสามส่วน เรื่องของส่วน (Perspective) รวมไปถึงส่วนประกอบ (Composition) หรือกฏของแม่สีและการใช้สีที่เป็นทฤษฎีซับซ้อนจนบางทีแอบหวั่นใจ ก่อนลงมือทำจริงๆเสียอีก
แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ถ้าเรามีทฤษฎีที่ชัดเจนและระบุแน่ชัดเพื่ออ้างอิงผลงานในเชิงการวิจารณ์หรือใช้เป็นมาตรฐานเชิงพาณิชย์ ย่อมเกิดประโยชน์ และนั่นก็คือศิลปะมีศาสตร์ในแบบฉบับนัยสำคัญของตัวมันเอง ซึ่งหากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับมันก็ขาดเสียมิได้
แล้วถ้ามันล้ำเส้นคำว่าศิลป์เข้ามา จนกลายเป็นว่าคุณต้องย้ำคิดย้ำทำให้เห็นศาสตร์ก่อนที่จะกล้าเรียกตัวเองว่าศิลปิน ? ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะเป็นผู้รู้ซึ้งถึงศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่พวกนิยมศาสตร์ของศิลปะเท่านั้น
ก็ในเมื่อ นามธรรมอย่างศิลปะ เราต้องใช้ใจ ใช้อารมณ์และความรู้สึกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานเอกลักษณ์ แล้วทำไมบางครั้งกลับถูกมหาชนหมู่มากที่นิยมในค่านิยมหรือแบบแผนตามตำรามากล่าวหาว่าไร้รสนิยมเล่า ? เพียงเพราะไม่มีชื่อเสียงหรืออาจไม่ได้เดินตามรูปธรรมของศิลปะที่มีใบประกาศนียบัตรเป็นตัวรับรองความสามารถ หรืออื่นใดที่จับต้องได้ด้วยกายหยาบเพื่อบ่งชี้ว่ามีฝีมือเกินใคร
บางครั้งเราอาจคิดในใจถึงความหมายที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นนิยามว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ หรืออะไรคือมาตรวัดความมีคุณค่าในตัวงานของมัน เพราะแท้จริง ศิลปะกำหนดความสวยงามด้วยใจ ไม่ใช่ราคา ชื่อเสียงหรือค่านิยม
แต่กลับเป็นว่า พอเปิดไปเห็นสื่อที่นำภาพขีดสีเป็นเส้นสายเลอะเทอะ แถมมีนักบริโภคศิลปะยอมจ่ายค่าตอบแทนในราคาสูงลิ่วเพื่อบ่งบอกถึงรสนิยม สิ่งเหล่านั้นย่อมมีนัยยะแอบแฝงแต่เราอาจเข้าไม่ถึง
พอหันไปถามใคร มีทั้งที่บอกว่าเรายังอาจเข้าไม่ถึงเลยไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นนานาทัศนะที่ตอบกลับมาจนเราสับสนว่าแท้จริงรูปที่นักศิลปะมือใหม่ก็ทำได้หรืออาจจะทำได้ดีกว่านี้ เป็นศิลปะที่ลึกล้ำ คือกระบวนความคิดแอบแฝงใดที่ล้ำลึก
หากมองด้วยความคิดเชิงเปรียบเทียบ ก็เหมือนการตั้งคำถามแก่นักธุรกิจไฟแรงว่าที่ทำงานหาเงินมากมายเพื่ออะไร แล้วได้คำตอบว่า จะได้รวยจนมีเวลาว่างมานั่งตกปลาเหมือนอย่างที่ชาวไร่ในชนบทเขาชอบชวนกันไปทำกันเวลาว่างๆไง แล้วอย่างนี้จะเสียเวลาทำให้ตัวเองรวยมหาศาลไปทำไมเล่า ในเมื่อหากมีเงินพอมีพอกินก็ทำได้อย่างที่ตั้งปณิธานไว้แล้ว หรือยังมีนัยสำคัญใดที่เขายังมิได้บอกเรา ? หรือมันเป็นแค่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร นอกเสียจากความรู้สึกก่อนที่จะบังเกิดเป็นผลลัพธ์นั้นๆ
หรือเนื้อแท้ของศาสตร์แห่งศิลป์ ก็คือการที่ทุกคนกำลังใส่ใจองค์ประกอบโดยรวมของผลงาน มากกว่าผลลัพธ์ของตัวผลงานเสียอีก
เช่นนั้นแล้ว ศิลปะในศาสตร์คืออะไรกันแน่ เป็นแบบแผนของการนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลอค่า หรือเป็นเพียงพรมปูทางไปจนกว่าจะมีอำนาจ สามารถใช้ความคิดของตนตัดสินว่าสิ่งใดคือศิลปะและสิ่งใดไม่ใช่ศิลปะ
ถ้างานเลอค่า มีมูลค่าเป็นเลขหลายหลักโดยศิลปินระดับปรมาจารย์ คือการวาดเส้นแม่สีขึ้นมาสามเส้นด้วยพลังการวาดตามถนัด แล้วแจ้งว่ารูปนี้คือทั้งหมดของสี คืออภินิหารแห่งสัจธรรม สีทั้งสามคือสีที่ครอบคลุมจักรวาลและนักศิลปะทั่วโลกก็ใหลหลง ยอมรับในมหัศจรรย์แห่งพลังของแม่สีนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ
กับงานด้อยค่า มีมูลค่าแค่ให้ผ่านวิชาศิลปะโดยนักเรียนชั้นประถมหกของโรงเรียนแห่งหนึ่ง คือการวาดเส้นแม่สีขึ้นมาสามเส้นด้วยพลังการวาดตามถนัด แล้วแจ้งว่ารูปนี้คือแม่สีทั้งสาม ไม่มีอะไรมาก คุณครูสั่งให้กลับมาวาดเมื่อตอนเย็น ในหัวข้อ “แม่สี”
ผลงานสองผลงานในนัยสำคัญต่างกัน จุดประสงค์ต่างกัน แต่มันคืองานศิลปะเหมือนกัน... ถ้าวันหนึ่ง “นักเรียนชั้นประถมหกของโรงเรียนแห่งหนึ่ง” คนนั้นเติบโตเป็นปรมาจารย์ด้านภาพวาดสีน้ำ รูปที่เขาส่งอาจารย์เมื่อตอนเด็ก จะกลับมามีมูลค่าอาจทัดเทียมงานเลอค่าของ “ศิลปินระดับปรมาจารย์” เลยก็ว่าได้
อย่างนี้แล้วในตัวศิลปะนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ หรือเป็นเพียงกุศโลบายของมนุษย์ที่สรรสร้างความคิดเหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในศาสตร์เพื่อหล่อหลอมให้คนในสังคมมองมันในรูปแบบเดียวกัน จนท้ายสุดสิ่งที่เรียกว่างานศิลป์ที่เราเห็นๆทุกวันนี้ เป็นงานศาสตร์ ไม่ใช่ ศิลปะอะไรทั้งนั้น หรืออาจเป็นความรู้สึกถึงศิลป์ที่หล่อหลอมด้วยศาสตร์เสียจนไม่มีใครคิดว่ามันคือศาสตร์หรือศิลป์อีกต่อไป
กลับมาถึงงานเชิงวัจนภาษา อักษรศาสตร์ที่เป็นศิลป์ภาษา ร้อยเรียงเป็นบทความให้อ่านแล้วคิดตามด้วยจินตนาการและความคิด ที่ต่างจากรูปหรือสีสันที่เป็นงานชั้นศิลปะเชิงอารมณ์ความรู้สึก
งานด้านตัวอักษรมีเสน่ห์ที่สื่อความหมายด้วยตัวของภาษานั้นๆอย่างตรงไปตรงมา และอาจสอดแทรกนัยสำคัญต่างๆไว้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเป็นไปได้ว่าการตีความยิ่งหลากหลายแต่ท้ายสุดย่อมเป็นไปด้วยบรรทัดฐานทางภาษาที่มีขอบเขต
งานเขียนมีรูปแบบที่สวยงามตายตัวและเสน่ห์หลากหลาย สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นที่ยอมรับด้วยการเข้าถึงของผู้อ่าน บทความหนึ่งอาจมีมูลค่าด้วยความหมายและการสื่อสารที่ส่งทอดออกมาเป็นตัวอักษร ซึ่งต่างจากงานศิลปะบางแขนงที่มูลค่าอยู่ที่ความซับซ้อนของความเป็นมามากว่าความสวยงามในตัวผลงานที่โดดเด่น และมูลค่าของมันรวมไว้ที่รายจ่ายเพียงครั้งเดียว...
เมื่อมองลงไปถึงเนื้อแท้ จุดมุ่งหมายของงานศิลปะย่อมเป็นไปตามความคิดของผู้รังสรรค์ผลงานขึ้นมาและมันมีคุณค่าในตัวของตัวมันเอง นักศิลปะบางคนวาดคุณค่าผลงานของตนจากเสียงตอบรับ จากมูลค่าที่ได้รับหรือจากความรู้สึกในเวลาช่วงหนึ่งที่มองลงไป จนอาจจะลืมเลือนความเป็นศิลป์ในผลงานนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ครั้งหนึ่งเราอาจหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายครอบครัว เพื่อน แฟนหรือคนรอบข้างด้วยความสุขจากการที่เราได้ถ่ายภาพ แต่แล้วเมื่อถูกสังคมรอบตัวตีกรอบใหม่ๆให้เราเข้าใจในตัวงานต่างออกไป เราไปขวนขวายหาวัตถุนิยมมาเติมเต็มให้รูปหนึ่งรูปของเราเป็นศิลปะร่วมสมัย ในคุณค่าของงานทางด้านอาร์ตที่นักถ่ายภาพยอมรับ
ใบหน้าของครอบครัว เพื่อน แฟนหรือคนรอบข้าง อาจเปลี่ยนไป จากกำลังยิ้มอย่างมีความสุขอาจต้องมาเกร็งยิ้มให้เราถ่าย ในมุมที่จัดไว้ตรงตามตำราที่ซื้อมาด้วยความต้องการจะเข้าถึงศาสตร์แห่งการถ่ายรูป
ใช่ นั่นอาจเป็นศาสตร์แห่งการถ่ายรูป แต่ไม่ใช่ศิลปะโดยเนื้อแท้ รอยยิ้มของโมนาลิซ่าที่อาจฝืนยิ้มหรือความผิดพลาดของเชิงการวาดอาจเป็นที่กล่าวขานมานานนับร้อยนับพันปี รูปที่ญาติของเรายิ้มแบบฝืนธรรมชาติก็อาจเป็นรูปในตำนานสักวันหนึ่ง หากฝีมือของผู้ถ่ายภาพนั้น กระเดื่องเลืองลือไปไกลทั่วทุกทิศานุทิศ
เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดคือศิลปะในเนื้อแท้ หรือค่านิยมทางสังคม จากศาสตร์ที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของคนจำนวนมากผู้เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งรวบรวมความชอบระดับมาตรฐานของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มสังคมที่เสพย์คุณค่าแรงบันดาลใจเหล่านี้เข้าไปเต็มสมอง ทะลุอกทะลวงใจมาตั้งแต่ครั้งที่เริ่มหยิบตำราศาสตร์มาอ่าน ก่อนที่จะค่อยๆลืมศิลป์ในผลงานที่กำลังถูกตีกรอบไว้ด้วยกระบวนความคิดซับซ้อน
การตีค่าคุณค่าศิลปะมีมาหลายยุคหลายสมัย และผู้ที่เปลี่ยนรสนิยมทางสังคมก็เกิดขึ้นอยู่ทุกยุคทุกสมัย ภาพวาดระดับสูงสุดของสังคมยุคหนึ่ง อาจกลายเป็นภาพวาดธรมดาในอีกยุคสมัย วรรณกรรมชั้นทองคำขาวของนักประพันธ์ที่ถูกยอมรับในยุคหลัง อาจมาจากงานประพันธ์เพื่อเลี้ยงปากท้องที่มีมูลค่าไม่มากในยุคๆหนึ่ง หรือแม้แต่รูปถ่ายธรรมดาๆอาจกลายเป็นรูปที่ถูกตีความหมายไปร้อยแปดพันเก้า ล้วนขึ้นอยู่ทึความคิดของมนุษย์
เพราะท้ายสุดสิ่งที่ยอมรับในศิลปะ หากนับกันอย่างแท้จริงแล้ว ในรูปธรรมที่จับต้องได้ เห็นจะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้บริโภคนามธรรมที่เรียกว่า ศิลปะ อย่างแท้จริง
อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1318865#ixzz1CVCXbC6H
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น