นางสาวสุดารัตน์ วงนางาม
ชื่อเล่น ปุ๋มปิ๋ม
เกิดวันที่ 16 02 1990
ศึกษาอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม http://www.youtube.com/watch?v=04SAhWvFK9g
สุดารัตน์ วงนางาม
บทความที่ได้รับความนิยม
-
เพลโต้ (Plato) นักปรัชญากรีก ยุคคลาสสิก ผู้สร้างทฤษฎีที่ว่า ศิลปะคือการเลียนแบบ (Art as Representation) หรือ ทฤษฎีการเลียนแบบ (Theory of R...
-
" ศิลปะ " ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย ‘ร่วมสมัย’ เป็นคำที่คนในวงการศิลปะใช้บ่อย บางครั้งในการใช้ต่างคนก็ต่างเ...
-
หลัก มีการจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีการแสดงออกถึงความ รู้สึกทางจิตที่โดดเดี่ยว อีกทั้งภาวะจิตใจที่หดหู่ และยังถ่ายทอดความรู้สึกส...
-
ศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่ค่านิยมทางสังคม ? เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ ศิลปะ ” แท้จริงเป็นนามธรรมที่เกิดจากความรู้สึกและการถ่ายทอดออกมาด้วยอารม...
-
นางสาวสุดารัตน์ วงนางาม ชื่อเล่น ปุ๋มปิ๋ม เกิดวันที่ 16 02 1990 ศึกษาอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม http://www.youtube.com/...
29/1/54
สุนทรียศาสตร์ยุคคลาสสิก
"ศิลปะ" ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย
"ศิลปะ" ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย
‘ร่วมสมัย’ เป็นคำที่คนในวงการศิลปะใช้บ่อย บางครั้งในการใช้ต่างคนก็ต่างเหมือนจะเข้าใจกันดีว่า หมายถึงศิลปะปัจจุบันที่น่าตั้งคำถามว่ามีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันซึ่งหน้าตาไปร่วมสมัยกับอดีต และมีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันที่คนปัจจุบันดูไม่รู้เรื่อง
น้อยครั้งแต่ไม่ใช่ไม่มี ในที่ประชุมในองค์กรศิลปะจะมีใครสักคนลุกท้วงการใช้คำนี้ในหลักสูตรว่า จริงๆ แล้วแปลว่าอย่างไรกันแน่เล่า
เราเอาเวลาผลิตเป็นที่ตั้งแล้วก็นึกว่า ศิลปะที่ถูกผลิต ณ เวลาปัจจุบันเป็นศิลปะร่วมสมัยคือผลงานร่วมสมัยกับเวลา ลืมไปว่าคำว่า ‘เวลา’ ไม่หมายถึงเพียงวันที่ เดือนและปีพ.ศ. แต่ผนวกพ่วงเอาความเป็นไปแห่งเวลามาด้วย ลืมไปว่าละครทีวีของเราเองเอานิยายเก่าๆ มาเปลี่ยนตัวละครเป็นดารารุ่นใหม่แล้วสร้างซ้ำๆ มาเนิ่นนาน ที่เราจะนั่งดูละครเรื่องเก่าในสายตาของคนในส่วนแวดล้อมใหม่ ลืมไปว่าละครย้อนยุคถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบันมีไม่น้อยและเราอาจดูละครเรื่องนั้นด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีต เวลาจึงไม่ใช่ตัวกำหนดความร่วมสมัยถ้าในส่วนของ ‘ความเป็นไป’ นั้นไม่ใช่ คือไม่ไปด้วยกันทั้งเป็นๆ หมายว่ามีบางอย่างตาย เวลาเคลื่อน ศิลปะถูกผลิต แต่ความเป็นไปตายหรือแช่นิ่ง หรือเอาความเป็นไปที่ตายแล้วมาดองให้คงอยู่ในชิ้นงานศิลปะ
ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัย หันมองรายรอบ ยังมีศิลปะของยุคสมัยใหม่อยู่มากมาย ส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันการศึกษา ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัยยังมีศรัทธาสืบทอดที่คล้ายยังคุกรุ่นร้อนเร่าอย่างเคยมา (ถ้าคำอ้างแห่งศรัทธานั้นไม่เป็นเพียงแนวคิดงานศิลปะ) มีความจงรักและภักดีต่อสไตล์เดิม (ถ้าไม่ใช่การยืนยันว่าไม่ อาจหาก้าวใหม่ที่แตกต่าง) ที่สำคัญคือมีทัศนคติอย่างเดิมที่ดูเหมือนขัดแย้งกับปัจจุบันผ่านผลงานศิลปะที่ไม่ร่วมสมัยแต่ในเวลาร่วมสมัย (ถ้าไม่ใช่การยึดติดแล้วคืออะไร)
อาการของการเปลี่ยนแปลงจากสมัยใหม่ไปสู่ลักษณะอาการของคำจำกัดความที่บอกท่วงทีอื่นๆ ในศิลปะอาจไม่ชัดนัก อย่างที่ Annabelle O. Boissier ตั้งคำถามต่อลักษณาการของศิลปะ ในบทความว่าด้วยศิลปะในประเทศไทยในสูจิบัตรนิทรรศการหนึ่งในต้นปีพ.ศ.2550 ว่า "งานเหล่านี้เป็นงานสมัยใหม่ งานร่วมสมัย ยังคงเป็นงานแบบไทยๆ หรือถูกโลกาภิวัตน์แล้วกันแน่?"
นอกจากนี้ ความสมัยใหม่ (ในคำถามของ โอ โบซิเยร์ข้างต้น) ที่เป็นแนวคิดซึ่งออกอาการ ที่ไม่ใช่ "ความมั้ยหมั่ย" นั้นได้ถูกกล่าวหาไว้หลายมุมในราวสิบปีมานี้
Shimizu Toshio ในปี พ.ศ.2538 ผู้ที่ทอดสายตามองบางฉากของประเทศในเอเชียซึ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย สงบ ในขณะที่ฉุกใจคิดต่อข้อความในป้ายผ้าหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งรับอิทธิพลสมัยใหม่ทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วว่า "สิ่งที่ฉันมองหาคือความสุข" ในข้อเขียนที่ชื่อ Vision of Happiness เขากล่าวว่า "ระบบสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่วิธีการหนึ่ง แต่เป็นต้นแบบ"
ในขณะที่อีกบทความหนึ่งคือ Jean - Hubert Martin เขียนไว้ในส่วนของอาการทางศิลปะสมัยใหม่ใน Art in a multi - ethnic Society ว่า "ความเป็นสมัยใหม่ก่อปัญหามากมาย...ประเภทของงานจิตรกรรมและประติมากรรมมักจะเลือนหายไปในศิลปะร่วมสมัย รูปแบบการแบ่งแบบเก่าได้พิสูจน์แล้วว่าไม่อาจอยู่ได้กับวัฒนธรรมอื่นๆ"
และทัศนัย เศรษฐเสรี เขียนไว้ในบทความวิจารณ์ยุคสว่างและการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ถึงโครงงานซึ่งเป็นความหวังของแนวคิดสมัยใหม่ที่ไม่ได้ผลและ "ไม่ก่อให้เกิดการคิดซ้ำหรือคิดใหม่" และ "ทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานศิลปะ"
ถ้า ‘สมัยใหม่’ เป็นดังข้างต้นแล้ว ‘ร่วมสมัย’ เล่าเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่งราวต้นปี พ.ศ.2548 ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายของ ศ.เจตนา นาควัชระ ส่วนเล็กๆ ของการบรรยายนำไปสู่คู่กลุ่มคนร่วมสมัย เป็นคู่ระหว่างคีตกวีในอดีตในยุโรปนานมากับกลุ่มผู้ฟังที่ "ทันกัน" เนื้อความนำไปสู่คีตกวีนั้นต้องรักษาคุณภาพผลงานเพราะผู้ฟังเขามีรสนิยม เขาจับสำเหนียกได้ว่างานตก หรือคงระดับแห่งความปราดเปรื่องเปล่งประกายเอาไว้ได้
มีอาการของศิลปะร่วมสมัยที่พอจับได้จากแถบแถวของตัวหนังสือ เก่าบ้าง ใหม่บ้างที่แน่นอนต้องไม่ใช่ คำตอบเดียว เพราะในความร่วมสมัยมีความหลากหลายแบบที่ "อัตลักษณ์ลูกผสมและเปลี่ยนผ่านนับวันจะกลายเป็นกฎเกณฑ์แทนการเป็นข้อยกเว้น"
"ศิลปะร่วมสมัยเป็นผลผลิตของขนบ" เป็นคำกล่าวของ Caroline Turner ในนิทรรศการ First Asia Pacific. 1993 ที่ Queensland Art Gallery เป็นในขณะที่มีความพยายามจะหาฐานที่มั่นในเอเชียแปซิฟิกเพื่อพ้นจากสถานการณ์ศิลปะร่วมสมัยที่ถูกครอบงำจากศูนย์กลางตะวันตก และออสเตรเลียมีบทบาทเป็นแม่งาน
ที่อาจยืนยันกับเราได้ถึงความไม่ไร้รากของศิลปะร่วมสมัย
Jean Hubert Martin กล่าวไว้ใน Art in a multi-ethnic Society 1995 ว่า ในบริบทศิลปะร่วมสมัย คำจำกัดความของศิลปะในฐานะที่เป็นสิ่งที่ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอยไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป และในรายละเอียดที่มากไปกว่าประโยคข้างต้นคือ "ไม่มีวัสดุชนิดใดหรือเทคนิคใดที่ศิลปินทัศนศิลป์ในปัจจุบันไม่สามารถนำมาใช้ในงานของตน"
Dan Cameron ได้ให้อรรถาธิบายผ่านคำถามไว้หลายท่อนในบทความ 2546 "ศิลปะวันนี้ รวมถึงกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ สะท้อนความบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าที่ขยายไปไกลกว่าอาณาเขตของความงาม ความพึงพอใจ และรสชาติหรือไม่"
ในส่วนคำถามสุดท้ายที่เป็นคำถามชี้นำต่อคำตอบที่ดูเหมือนผู้เขียนมีอยู่แล้วในใจคือ
"ศิลปินร่วมสมัยกับการสร้างสรรค์ของพวกเขาเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าของการมาถึงของยุคซึ่งต้องเคลื่อนไปไกลเกินคำนิยามที่ถูกจำกัดของตัวตน ชาติ เพศ ชั้นและเชื้อชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์โดยรวมหรือไม่"
และถ้าเป็นอย่างนั้นความเฉพาะพิเศษของศิลปะร่วมสมัยคือการปรับตัวและการกลืนเข้าเนื้อกับความ เป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างใช่หรือไม่ ศิลปินร่วมสมัยกำลังถูกกระทำจากเหตุการณ์แวดล้อมจนเป็นเหยื่อของสถานการณ์วัฒนธรรมโลกหรือไม่
อันนาแบล โอ โบซิเยร์ ได้ให้คำตอบที่ว่าศิลปินไม่ได้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลูกผสมเสมอไป แต่เป็นผู้กำหนดตนเองด้วย ดังข้อความนี้ "ศิลปินร่วมสมัยมักใฝ่หาเอกลักษณ์ที่หลากหลาย และหลีกเลี่ยงการจัดกลุ่มตน ให้สังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะอาจส่งผลต่อช่องทางการจัดแสดงผลงาน"
คำตอบของหัวข้อที่ตั้งไว้ว่าด้วยศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราอาจอยู่ที่คำทำนายที่ว่า ในความเป็นไปหลากหลายสายทางอาจมีสำนวนทางศิลปะร่วมสมัยเพียงชุดเดียวที่เราใช้เป็นวาทกรรมต่อศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราได้ มีเงื่อนไขเดียวคือต้องเป็นสำนวนที่เปิดกว้างที่สุด
‘ร่วมสมัย’ เป็นคำที่คนในวงการศิลปะใช้บ่อย บางครั้งในการใช้ต่างคนก็ต่างเหมือนจะเข้าใจกันดีว่า หมายถึงศิลปะปัจจุบันที่น่าตั้งคำถามว่ามีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันซึ่งหน้าตาไปร่วมสมัยกับอดีต และมีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันที่คนปัจจุบันดูไม่รู้เรื่อง
น้อยครั้งแต่ไม่ใช่ไม่มี ในที่ประชุมในองค์กรศิลปะจะมีใครสักคนลุกท้วงการใช้คำนี้ในหลักสูตรว่า จริงๆ แล้วแปลว่าอย่างไรกันแน่เล่า
เราเอาเวลาผลิตเป็นที่ตั้งแล้วก็นึกว่า ศิลปะที่ถูกผลิต ณ เวลาปัจจุบันเป็นศิลปะร่วมสมัยคือผลงานร่วมสมัยกับเวลา ลืมไปว่าคำว่า ‘เวลา’ ไม่หมายถึงเพียงวันที่ เดือนและปีพ.ศ. แต่ผนวกพ่วงเอาความเป็นไปแห่งเวลามาด้วย ลืมไปว่าละครทีวีของเราเองเอานิยายเก่าๆ มาเปลี่ยนตัวละครเป็นดารารุ่นใหม่แล้วสร้างซ้ำๆ มาเนิ่นนาน ที่เราจะนั่งดูละครเรื่องเก่าในสายตาของคนในส่วนแวดล้อมใหม่ ลืมไปว่าละครย้อนยุคถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบันมีไม่น้อยและเราอาจดูละครเรื่องนั้นด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีต เวลาจึงไม่ใช่ตัวกำหนดความร่วมสมัยถ้าในส่วนของ ‘ความเป็นไป’ นั้นไม่ใช่ คือไม่ไปด้วยกันทั้งเป็นๆ หมายว่ามีบางอย่างตาย เวลาเคลื่อน ศิลปะถูกผลิต แต่ความเป็นไปตายหรือแช่นิ่ง หรือเอาความเป็นไปที่ตายแล้วมาดองให้คงอยู่ในชิ้นงานศิลปะ
ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัย หันมองรายรอบ ยังมีศิลปะของยุคสมัยใหม่อยู่มากมาย ส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันการศึกษา ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัยยังมีศรัทธาสืบทอดที่คล้ายยังคุกรุ่นร้อนเร่าอย่างเคยมา (ถ้าคำอ้างแห่งศรัทธานั้นไม่เป็นเพียงแนวคิดงานศิลปะ) มีความจงรักและภักดีต่อสไตล์เดิม (ถ้าไม่ใช่การยืนยันว่าไม่ อาจหาก้าวใหม่ที่แตกต่าง) ที่สำคัญคือมีทัศนคติอย่างเดิมที่ดูเหมือนขัดแย้งกับปัจจุบันผ่านผลงานศิลปะที่ไม่ร่วมสมัยแต่ในเวลาร่วมสมัย (ถ้าไม่ใช่การยึดติดแล้วคืออะไร)
อาการของการเปลี่ยนแปลงจากสมัยใหม่ไปสู่ลักษณะอาการของคำจำกัดความที่บอกท่วงทีอื่นๆ ในศิลปะอาจไม่ชัดนัก อย่างที่ Annabelle O. Boissier ตั้งคำถามต่อลักษณาการของศิลปะ ในบทความว่าด้วยศิลปะในประเทศไทยในสูจิบัตรนิทรรศการหนึ่งในต้นปีพ.ศ.2550 ว่า "งานเหล่านี้เป็นงานสมัยใหม่ งานร่วมสมัย ยังคงเป็นงานแบบไทยๆ หรือถูกโลกาภิวัตน์แล้วกันแน่?"
นอกจากนี้ ความสมัยใหม่ (ในคำถามของ โอ โบซิเยร์ข้างต้น) ที่เป็นแนวคิดซึ่งออกอาการ ที่ไม่ใช่ "ความมั้ยหมั่ย" นั้นได้ถูกกล่าวหาไว้หลายมุมในราวสิบปีมานี้
Shimizu Toshio ในปี พ.ศ.2538 ผู้ที่ทอดสายตามองบางฉากของประเทศในเอเชียซึ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย สงบ ในขณะที่ฉุกใจคิดต่อข้อความในป้ายผ้าหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งรับอิทธิพลสมัยใหม่ทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วว่า "สิ่งที่ฉันมองหาคือความสุข" ในข้อเขียนที่ชื่อ Vision of Happiness เขากล่าวว่า "ระบบสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่วิธีการหนึ่ง แต่เป็นต้นแบบ"
ในขณะที่อีกบทความหนึ่งคือ Jean - Hubert Martin เขียนไว้ในส่วนของอาการทางศิลปะสมัยใหม่ใน Art in a multi - ethnic Society ว่า "ความเป็นสมัยใหม่ก่อปัญหามากมาย...ประเภทของงานจิตรกรรมและประติมากรรมมักจะเลือนหายไปในศิลปะร่วมสมัย รูปแบบการแบ่งแบบเก่าได้พิสูจน์แล้วว่าไม่อาจอยู่ได้กับวัฒนธรรมอื่นๆ"
และทัศนัย เศรษฐเสรี เขียนไว้ในบทความวิจารณ์ยุคสว่างและการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ถึงโครงงานซึ่งเป็นความหวังของแนวคิดสมัยใหม่ที่ไม่ได้ผลและ "ไม่ก่อให้เกิดการคิดซ้ำหรือคิดใหม่" และ "ทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานศิลปะ"
ถ้า ‘สมัยใหม่’ เป็นดังข้างต้นแล้ว ‘ร่วมสมัย’ เล่าเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่งราวต้นปี พ.ศ.2548 ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายของ ศ.เจตนา นาควัชระ ส่วนเล็กๆ ของการบรรยายนำไปสู่คู่กลุ่มคนร่วมสมัย เป็นคู่ระหว่างคีตกวีในอดีตในยุโรปนานมากับกลุ่มผู้ฟังที่ "ทันกัน" เนื้อความนำไปสู่คีตกวีนั้นต้องรักษาคุณภาพผลงานเพราะผู้ฟังเขามีรสนิยม เขาจับสำเหนียกได้ว่างานตก หรือคงระดับแห่งความปราดเปรื่องเปล่งประกายเอาไว้ได้
มีอาการของศิลปะร่วมสมัยที่พอจับได้จากแถบแถวของตัวหนังสือ เก่าบ้าง ใหม่บ้างที่แน่นอนต้องไม่ใช่ คำตอบเดียว เพราะในความร่วมสมัยมีความหลากหลายแบบที่ "อัตลักษณ์ลูกผสมและเปลี่ยนผ่านนับวันจะกลายเป็นกฎเกณฑ์แทนการเป็นข้อยกเว้น"
"ศิลปะร่วมสมัยเป็นผลผลิตของขนบ" เป็นคำกล่าวของ Caroline Turner ในนิทรรศการ First Asia Pacific. 1993 ที่ Queensland Art Gallery เป็นในขณะที่มีความพยายามจะหาฐานที่มั่นในเอเชียแปซิฟิกเพื่อพ้นจากสถานการณ์ศิลปะร่วมสมัยที่ถูกครอบงำจากศูนย์กลางตะวันตก และออสเตรเลียมีบทบาทเป็นแม่งาน
ที่อาจยืนยันกับเราได้ถึงความไม่ไร้รากของศิลปะร่วมสมัย
Jean Hubert Martin กล่าวไว้ใน Art in a multi-ethnic Society 1995 ว่า ในบริบทศิลปะร่วมสมัย คำจำกัดความของศิลปะในฐานะที่เป็นสิ่งที่ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอยไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป และในรายละเอียดที่มากไปกว่าประโยคข้างต้นคือ "ไม่มีวัสดุชนิดใดหรือเทคนิคใดที่ศิลปินทัศนศิลป์ในปัจจุบันไม่สามารถนำมาใช้ในงานของตน"
Dan Cameron ได้ให้อรรถาธิบายผ่านคำถามไว้หลายท่อนในบทความ 2546 "ศิลปะวันนี้ รวมถึงกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ สะท้อนความบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าที่ขยายไปไกลกว่าอาณาเขตของความงาม ความพึงพอใจ และรสชาติหรือไม่"
ในส่วนคำถามสุดท้ายที่เป็นคำถามชี้นำต่อคำตอบที่ดูเหมือนผู้เขียนมีอยู่แล้วในใจคือ
"ศิลปินร่วมสมัยกับการสร้างสรรค์ของพวกเขาเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าของการมาถึงของยุคซึ่งต้องเคลื่อนไปไกลเกินคำนิยามที่ถูกจำกัดของตัวตน ชาติ เพศ ชั้นและเชื้อชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์โดยรวมหรือไม่"
และถ้าเป็นอย่างนั้นความเฉพาะพิเศษของศิลปะร่วมสมัยคือการปรับตัวและการกลืนเข้าเนื้อกับความ เป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างใช่หรือไม่ ศิลปินร่วมสมัยกำลังถูกกระทำจากเหตุการณ์แวดล้อมจนเป็นเหยื่อของสถานการณ์วัฒนธรรมโลกหรือไม่
อันนาแบล โอ โบซิเยร์ ได้ให้คำตอบที่ว่าศิลปินไม่ได้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลูกผสมเสมอไป แต่เป็นผู้กำหนดตนเองด้วย ดังข้อความนี้ "ศิลปินร่วมสมัยมักใฝ่หาเอกลักษณ์ที่หลากหลาย และหลีกเลี่ยงการจัดกลุ่มตน ให้สังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะอาจส่งผลต่อช่องทางการจัดแสดงผลงาน"
คำตอบของหัวข้อที่ตั้งไว้ว่าด้วยศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราอาจอยู่ที่คำทำนายที่ว่า ในความเป็นไปหลากหลายสายทางอาจมีสำนวนทางศิลปะร่วมสมัยเพียงชุดเดียวที่เราใช้เป็นวาทกรรมต่อศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราได้ มีเงื่อนไขเดียวคือต้องเป็นสำนวนที่เปิดกว้างที่สุด
บทความศิลปะ
หลัก มีการจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีการแสดงออกถึงความ
รู้สึกทางจิตที่โดดเดี่ยว อีกทั้งภาวะจิตใจที่หดหู่ และยังถ่ายทอดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์รวมอยู่ด้วยแอนดรู ไวอิทท์นับว่าเป็นศิลปินที่อุทิศตัวให้กับจารีตนิยมของชาวอเมริกัน โดยไม่ถูกกลืนไปกับกระแสนิยมของศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่แสวงหาแนวทางสร้างสรรค์ศิลปะใหม่ ๆ ด้วยการค้นคว้าทดลอง งานจิตรกรรมของเขาล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ และชีวิตของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไรในรัฐเพ็นซิลวาเนียนั่นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของมุม ๆ หนึ่งในวงการ
ศิลปกรรมของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในประเทศที่เจริญแล้วในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะงานศิลปกรรมที่มีวิธีอันหลากหลาย เช่น งาน Post Modern Art ที่มีกระแสกำลังแรง การถ่ายทอดแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะ ด้านศิลปะแล้ว ประเทศที่เจริญกว่ามักจะให้อิทธิพลแก่ประเทศที่ด้อยความเจริญกว่า จากกระแสนิยมศิลปะแนวโพสต์โมเดิร์น อาร์ต ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน โพสต์โมเดิร์นอาร์ต เป็นความคิดของศิลปินตะวันตก ที่มีพื้นฐานความเป็นมาจากวัฒนธรรมของเขา คือความเจริญสูงสุดทางด้านวัตถุ โพสต์โมเดิร์น อาร์ต ให้อิทธิพลแก่ศิลปินไทยหลายคน ทั้งที่ความจริงแล้ว วัฒนธรรมทั้งสองแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ศิลปะของศิลปินไทยน่าจะมีที่มาจากวัฒนธรรมไทยแต่จู่ ๆ ศิลปินไทยบางคนก็ฉวยเอาแบบอย่างของโพสต์โมเดิร์น อาร์ต มาใช้อย่างเต็มความภาคภูมิ โดยคิดว่านั่นแหละคือความทันสมัย แต่คุณค่า
ของงานศิลปะนั้นมิได้อยู่กับความทันสมัยหรือแปลกใหม่เท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ คุณภาพของผลงาน“ ถึงแม้ว่าจะไม่ ทันสมัยแต่มีคุณภาพ ก็ยังดีกว่า ทันสมัยแต่ไม่มีคุณภาพ
รู้สึกทางจิตที่โดดเดี่ยว อีกทั้งภาวะจิตใจที่หดหู่ และยังถ่ายทอดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์รวมอยู่ด้วยแอนดรู ไวอิทท์นับว่าเป็นศิลปินที่อุทิศตัวให้กับจารีตนิยมของชาวอเมริกัน โดยไม่ถูกกลืนไปกับกระแสนิยมของศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่แสวงหาแนวทางสร้างสรรค์ศิลปะใหม่ ๆ ด้วยการค้นคว้าทดลอง งานจิตรกรรมของเขาล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ และชีวิตของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไรในรัฐเพ็นซิลวาเนียนั่นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของมุม ๆ หนึ่งในวงการ
ศิลปกรรมของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในประเทศที่เจริญแล้วในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะงานศิลปกรรมที่มีวิธีอันหลากหลาย เช่น งาน Post Modern Art ที่มีกระแสกำลังแรง การถ่ายทอดแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะ ด้านศิลปะแล้ว ประเทศที่เจริญกว่ามักจะให้อิทธิพลแก่ประเทศที่ด้อยความเจริญกว่า จากกระแสนิยมศิลปะแนวโพสต์โมเดิร์น อาร์ต ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน โพสต์โมเดิร์นอาร์ต เป็นความคิดของศิลปินตะวันตก ที่มีพื้นฐานความเป็นมาจากวัฒนธรรมของเขา คือความเจริญสูงสุดทางด้านวัตถุ โพสต์โมเดิร์น อาร์ต ให้อิทธิพลแก่ศิลปินไทยหลายคน ทั้งที่ความจริงแล้ว วัฒนธรรมทั้งสองแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ศิลปะของศิลปินไทยน่าจะมีที่มาจากวัฒนธรรมไทยแต่จู่ ๆ ศิลปินไทยบางคนก็ฉวยเอาแบบอย่างของโพสต์โมเดิร์น อาร์ต มาใช้อย่างเต็มความภาคภูมิ โดยคิดว่านั่นแหละคือความทันสมัย แต่คุณค่า
ของงานศิลปะนั้นมิได้อยู่กับความทันสมัยหรือแปลกใหม่เท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ คุณภาพของผลงาน“ ถึงแม้ว่าจะไม่ ทันสมัยแต่มีคุณภาพ ก็ยังดีกว่า ทันสมัยแต่ไม่มีคุณภาพ
ศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่ค่านิยมทางสังคม ?
ศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่ค่านิยมทางสังคม ?
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ศิลปะ” แท้จริงเป็นนามธรรมที่เกิดจากความรู้สึกและการถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์สู่อารมณ์ จนเมื่อเกิดเป็นการปลูกฝัง ซึมซับหรือขั้นของการสร้างสูตรสำเร็จให้เป็นไปตามสิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์แห่งศิลปะ คำว่าศิลปะดูเหมือนจะเปลี่ยนความหมายไปมากจากความหมายเดิม
หลายครั้งผมมักได้คำถามจากการที่ลงไปพบปะหรือแสดงความคิดเห็นในวงการศิลปะแขนงต่างๆอยู่เสมอ พูดถึงข้อดีในเนื้อแท้ของศิลปะย่อมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมาย เพราะทุกคนได้เห็นและรับรู้คุณค่ามามาก ไม่ว่าจะเป็นความงามของวัจนภาษาหรือสีสันในผลงานต่างๆที่หลากหลายมุมมอง รวมถึงทัศนคติอันดีงามที่ศิลปะได้มอบแง่คิดให้เราตีความไปต่างๆนานา
แต่ปัญหาอยู่ที่แนวความคิดอีกซีกส่วนของจิตใจซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นศาสตร์เพื่อโน้มน้าวให้เกิดแบบแผนในงานด้านต่างๆ จนบางครั้งดูเหมือนจะมากกว่าความสวยงามตามนามธรรมอันเลอเลิศในศิลปะแขนงนั้นๆเสียอีก
บางครั้งถ้าหยิบหนังสือเทคนิคของการลงสีในหนังสือสอนทำ CG (Computer Graphic) หรือไปหยิบหนังสือพื้นฐานการถ่ายรูปมา อาจจะเจอเรื่องตารางเก้าช่อง กฏสามส่วน เรื่องของส่วน (Perspective) รวมไปถึงส่วนประกอบ (Composition) หรือกฏของแม่สีและการใช้สีที่เป็นทฤษฎีซับซ้อนจนบางทีแอบหวั่นใจ ก่อนลงมือทำจริงๆเสียอีก
แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ถ้าเรามีทฤษฎีที่ชัดเจนและระบุแน่ชัดเพื่ออ้างอิงผลงานในเชิงการวิจารณ์หรือใช้เป็นมาตรฐานเชิงพาณิชย์ ย่อมเกิดประโยชน์ และนั่นก็คือศิลปะมีศาสตร์ในแบบฉบับนัยสำคัญของตัวมันเอง ซึ่งหากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับมันก็ขาดเสียมิได้
แล้วถ้ามันล้ำเส้นคำว่าศิลป์เข้ามา จนกลายเป็นว่าคุณต้องย้ำคิดย้ำทำให้เห็นศาสตร์ก่อนที่จะกล้าเรียกตัวเองว่าศิลปิน ? ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะเป็นผู้รู้ซึ้งถึงศิลปะในเนื้อแท้ หรือเป็นแค่พวกนิยมศาสตร์ของศิลปะเท่านั้น
ก็ในเมื่อ นามธรรมอย่างศิลปะ เราต้องใช้ใจ ใช้อารมณ์และความรู้สึกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานเอกลักษณ์ แล้วทำไมบางครั้งกลับถูกมหาชนหมู่มากที่นิยมในค่านิยมหรือแบบแผนตามตำรามากล่าวหาว่าไร้รสนิยมเล่า ? เพียงเพราะไม่มีชื่อเสียงหรืออาจไม่ได้เดินตามรูปธรรมของศิลปะที่มีใบประกาศนียบัตรเป็นตัวรับรองความสามารถ หรืออื่นใดที่จับต้องได้ด้วยกายหยาบเพื่อบ่งชี้ว่ามีฝีมือเกินใคร
บางครั้งเราอาจคิดในใจถึงความหมายที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นนิยามว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ หรืออะไรคือมาตรวัดความมีคุณค่าในตัวงานของมัน เพราะแท้จริง ศิลปะกำหนดความสวยงามด้วยใจ ไม่ใช่ราคา ชื่อเสียงหรือค่านิยม
แต่กลับเป็นว่า พอเปิดไปเห็นสื่อที่นำภาพขีดสีเป็นเส้นสายเลอะเทอะ แถมมีนักบริโภคศิลปะยอมจ่ายค่าตอบแทนในราคาสูงลิ่วเพื่อบ่งบอกถึงรสนิยม สิ่งเหล่านั้นย่อมมีนัยยะแอบแฝงแต่เราอาจเข้าไม่ถึง
พอหันไปถามใคร มีทั้งที่บอกว่าเรายังอาจเข้าไม่ถึงเลยไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นนานาทัศนะที่ตอบกลับมาจนเราสับสนว่าแท้จริงรูปที่นักศิลปะมือใหม่ก็ทำได้หรืออาจจะทำได้ดีกว่านี้ เป็นศิลปะที่ลึกล้ำ คือกระบวนความคิดแอบแฝงใดที่ล้ำลึก
หากมองด้วยความคิดเชิงเปรียบเทียบ ก็เหมือนการตั้งคำถามแก่นักธุรกิจไฟแรงว่าที่ทำงานหาเงินมากมายเพื่ออะไร แล้วได้คำตอบว่า จะได้รวยจนมีเวลาว่างมานั่งตกปลาเหมือนอย่างที่ชาวไร่ในชนบทเขาชอบชวนกันไปทำกันเวลาว่างๆไง แล้วอย่างนี้จะเสียเวลาทำให้ตัวเองรวยมหาศาลไปทำไมเล่า ในเมื่อหากมีเงินพอมีพอกินก็ทำได้อย่างที่ตั้งปณิธานไว้แล้ว หรือยังมีนัยสำคัญใดที่เขายังมิได้บอกเรา ? หรือมันเป็นแค่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร นอกเสียจากความรู้สึกก่อนที่จะบังเกิดเป็นผลลัพธ์นั้นๆ
หรือเนื้อแท้ของศาสตร์แห่งศิลป์ ก็คือการที่ทุกคนกำลังใส่ใจองค์ประกอบโดยรวมของผลงาน มากกว่าผลลัพธ์ของตัวผลงานเสียอีก
เช่นนั้นแล้ว ศิลปะในศาสตร์คืออะไรกันแน่ เป็นแบบแผนของการนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลอค่า หรือเป็นเพียงพรมปูทางไปจนกว่าจะมีอำนาจ สามารถใช้ความคิดของตนตัดสินว่าสิ่งใดคือศิลปะและสิ่งใดไม่ใช่ศิลปะ
ถ้างานเลอค่า มีมูลค่าเป็นเลขหลายหลักโดยศิลปินระดับปรมาจารย์ คือการวาดเส้นแม่สีขึ้นมาสามเส้นด้วยพลังการวาดตามถนัด แล้วแจ้งว่ารูปนี้คือทั้งหมดของสี คืออภินิหารแห่งสัจธรรม สีทั้งสามคือสีที่ครอบคลุมจักรวาลและนักศิลปะทั่วโลกก็ใหลหลง ยอมรับในมหัศจรรย์แห่งพลังของแม่สีนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ
กับงานด้อยค่า มีมูลค่าแค่ให้ผ่านวิชาศิลปะโดยนักเรียนชั้นประถมหกของโรงเรียนแห่งหนึ่ง คือการวาดเส้นแม่สีขึ้นมาสามเส้นด้วยพลังการวาดตามถนัด แล้วแจ้งว่ารูปนี้คือแม่สีทั้งสาม ไม่มีอะไรมาก คุณครูสั่งให้กลับมาวาดเมื่อตอนเย็น ในหัวข้อ “แม่สี”
ผลงานสองผลงานในนัยสำคัญต่างกัน จุดประสงค์ต่างกัน แต่มันคืองานศิลปะเหมือนกัน... ถ้าวันหนึ่ง “นักเรียนชั้นประถมหกของโรงเรียนแห่งหนึ่ง” คนนั้นเติบโตเป็นปรมาจารย์ด้านภาพวาดสีน้ำ รูปที่เขาส่งอาจารย์เมื่อตอนเด็ก จะกลับมามีมูลค่าอาจทัดเทียมงานเลอค่าของ “ศิลปินระดับปรมาจารย์” เลยก็ว่าได้
อย่างนี้แล้วในตัวศิลปะนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ หรือเป็นเพียงกุศโลบายของมนุษย์ที่สรรสร้างความคิดเหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในศาสตร์เพื่อหล่อหลอมให้คนในสังคมมองมันในรูปแบบเดียวกัน จนท้ายสุดสิ่งที่เรียกว่างานศิลป์ที่เราเห็นๆทุกวันนี้ เป็นงานศาสตร์ ไม่ใช่ ศิลปะอะไรทั้งนั้น หรืออาจเป็นความรู้สึกถึงศิลป์ที่หล่อหลอมด้วยศาสตร์เสียจนไม่มีใครคิดว่ามันคือศาสตร์หรือศิลป์อีกต่อไป
กลับมาถึงงานเชิงวัจนภาษา อักษรศาสตร์ที่เป็นศิลป์ภาษา ร้อยเรียงเป็นบทความให้อ่านแล้วคิดตามด้วยจินตนาการและความคิด ที่ต่างจากรูปหรือสีสันที่เป็นงานชั้นศิลปะเชิงอารมณ์ความรู้สึก
งานด้านตัวอักษรมีเสน่ห์ที่สื่อความหมายด้วยตัวของภาษานั้นๆอย่างตรงไปตรงมา และอาจสอดแทรกนัยสำคัญต่างๆไว้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเป็นไปได้ว่าการตีความยิ่งหลากหลายแต่ท้ายสุดย่อมเป็นไปด้วยบรรทัดฐานทางภาษาที่มีขอบเขต
งานเขียนมีรูปแบบที่สวยงามตายตัวและเสน่ห์หลากหลาย สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นที่ยอมรับด้วยการเข้าถึงของผู้อ่าน บทความหนึ่งอาจมีมูลค่าด้วยความหมายและการสื่อสารที่ส่งทอดออกมาเป็นตัวอักษร ซึ่งต่างจากงานศิลปะบางแขนงที่มูลค่าอยู่ที่ความซับซ้อนของความเป็นมามากว่าความสวยงามในตัวผลงานที่โดดเด่น และมูลค่าของมันรวมไว้ที่รายจ่ายเพียงครั้งเดียว...
เมื่อมองลงไปถึงเนื้อแท้ จุดมุ่งหมายของงานศิลปะย่อมเป็นไปตามความคิดของผู้รังสรรค์ผลงานขึ้นมาและมันมีคุณค่าในตัวของตัวมันเอง นักศิลปะบางคนวาดคุณค่าผลงานของตนจากเสียงตอบรับ จากมูลค่าที่ได้รับหรือจากความรู้สึกในเวลาช่วงหนึ่งที่มองลงไป จนอาจจะลืมเลือนความเป็นศิลป์ในผลงานนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ครั้งหนึ่งเราอาจหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายครอบครัว เพื่อน แฟนหรือคนรอบข้างด้วยความสุขจากการที่เราได้ถ่ายภาพ แต่แล้วเมื่อถูกสังคมรอบตัวตีกรอบใหม่ๆให้เราเข้าใจในตัวงานต่างออกไป เราไปขวนขวายหาวัตถุนิยมมาเติมเต็มให้รูปหนึ่งรูปของเราเป็นศิลปะร่วมสมัย ในคุณค่าของงานทางด้านอาร์ตที่นักถ่ายภาพยอมรับ
ใบหน้าของครอบครัว เพื่อน แฟนหรือคนรอบข้าง อาจเปลี่ยนไป จากกำลังยิ้มอย่างมีความสุขอาจต้องมาเกร็งยิ้มให้เราถ่าย ในมุมที่จัดไว้ตรงตามตำราที่ซื้อมาด้วยความต้องการจะเข้าถึงศาสตร์แห่งการถ่ายรูป
ใช่ นั่นอาจเป็นศาสตร์แห่งการถ่ายรูป แต่ไม่ใช่ศิลปะโดยเนื้อแท้ รอยยิ้มของโมนาลิซ่าที่อาจฝืนยิ้มหรือความผิดพลาดของเชิงการวาดอาจเป็นที่กล่าวขานมานานนับร้อยนับพันปี รูปที่ญาติของเรายิ้มแบบฝืนธรรมชาติก็อาจเป็นรูปในตำนานสักวันหนึ่ง หากฝีมือของผู้ถ่ายภาพนั้น กระเดื่องเลืองลือไปไกลทั่วทุกทิศานุทิศ
เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดคือศิลปะในเนื้อแท้ หรือค่านิยมทางสังคม จากศาสตร์ที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของคนจำนวนมากผู้เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งรวบรวมความชอบระดับมาตรฐานของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มสังคมที่เสพย์คุณค่าแรงบันดาลใจเหล่านี้เข้าไปเต็มสมอง ทะลุอกทะลวงใจมาตั้งแต่ครั้งที่เริ่มหยิบตำราศาสตร์มาอ่าน ก่อนที่จะค่อยๆลืมศิลป์ในผลงานที่กำลังถูกตีกรอบไว้ด้วยกระบวนความคิดซับซ้อน
การตีค่าคุณค่าศิลปะมีมาหลายยุคหลายสมัย และผู้ที่เปลี่ยนรสนิยมทางสังคมก็เกิดขึ้นอยู่ทุกยุคทุกสมัย ภาพวาดระดับสูงสุดของสังคมยุคหนึ่ง อาจกลายเป็นภาพวาดธรมดาในอีกยุคสมัย วรรณกรรมชั้นทองคำขาวของนักประพันธ์ที่ถูกยอมรับในยุคหลัง อาจมาจากงานประพันธ์เพื่อเลี้ยงปากท้องที่มีมูลค่าไม่มากในยุคๆหนึ่ง หรือแม้แต่รูปถ่ายธรรมดาๆอาจกลายเป็นรูปที่ถูกตีความหมายไปร้อยแปดพันเก้า ล้วนขึ้นอยู่ทึความคิดของมนุษย์
เพราะท้ายสุดสิ่งที่ยอมรับในศิลปะ หากนับกันอย่างแท้จริงแล้ว ในรูปธรรมที่จับต้องได้ เห็นจะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้บริโภคนามธรรมที่เรียกว่า ศิลปะ อย่างแท้จริง
อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1318865#ixzz1CVCXbC6H
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
